



|
พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล |






|
กลุ่มทำพระหลักเมืองปลอม หน้า 3 ......ในการสร้างเสาหลักเมือง และ ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช องค์จตุคามรามเทพให้ผู้เขียนไปเชิญ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช มาช่วยสร้างเสาหลักเมือง ดังปรากฎรายละเอียดในบทความที่ผู้เขียน บอกเล่าเรื่องราวไว้ตั้งแต่ตั้นจนกระทั่งเสร็จสิ้นไว้ในเรื่อง พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายทราบว่า เนื่องจากท่านขุนเป็นนายตำรวจใหญ่ ระดับนายพล รุ่นพ่อ ผู้เขียน เป็นนายตำรวจที่ยึดมั่นอยู่ในอุดมการณ์ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อันเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่กินสินบาทคาดสินบนใคร มีจิตใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะต้องต่อสู้กับเหล่าเสือร้าย ฆาตกรอำมหิต ผู้มีอิทธิพลน่าเกรงขาม ผู้บังคับบัญชาที่หากินในทางไม่ชอบ และตำรวจลูกน้องที่ออกนอกลู่นอกทาง งานตำรวจจึงยากเย็นแสนเข็ญที่จะทำให้ถูกใจคนได้ ส่วนใหญ่กลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง หรือคนเกลียดกลัวไม่อยากคบค้าสมาคมด้วย ท่านขุนเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มีอยู่เพียงไม่กี่คนที่พอจะยกมือไหว้อย่างสนิทใจได้ และท่านได้รับยกย่องเป็นปูชนียบุคคลเป็นที่เคารพรักของคนทั่วไปทุกเพศทุกวัยทุกชนชั้น มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านการปราบปรามมาตลอด ทั้งยังเลื่องลือในด้านการเป็นนายตำรวจจอมขมังเวท นักไสยศาสตร์เลื่องชื่อ เชื่อกันว่าท่านเป็นนายพลหนังเหนียว โจรผู้ร้ายไม่กล้าต่อกรด้วย จนกระทั่งผู้เขียนได้รับการคัดเลือกจากกรมตำรวจให้ไปแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการก่อการร้าย ปัญหาอิทธิพลอำนาจมืด ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช (ในปัจจุบันเป็นตำแหน่งผู้บังคับการ) นับว่าถ้าหากผู้เขียนแก้ปัญหาไม่ได้รัฐบาลจะต้องปลดอธิบดีกรมตำรวจ จึงมีโอกาสได้พบกับปรากฏการณ์ องค์จตุคามรามเทพ อันแสนมหัศจรรย์ ชักนำไปสู่การสร้าง หลักเมืองนครศรีธรรมราช . .....ผู้เขียนจึงเชิญ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ให้เป็นเจ้าพิธีการเกี่ยวกับ การประกอบพิธีกรรมเชิญเทวดา อย่างหนึ่ง เป็นประธานในพิธีสงฆ์ทางศาสนาพุทธ อย่างหนึ่ง และเป็นประธานการมอบเสาหลักเมืองที่สร้างเสร็จแล้วให้แก่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น เพื่อสั่งการให้ทางจังหวัดนครศรีธรรมราชนำ ยอดชัย เสาหลักเมือง ไปทรงเจิมและทรงพระสุหร่ายตามประเพณีโบราณ เพราะเห็นว่าท่านเป็นผู้อาวุสโส มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์เหมาะสมที่สุด
......แต่ในการสร้างวัตถุมงคลหลักเมืองนั้น องค์จตุคามรามเทพ ประสงค์ให้สร้างขึ้นด้วยศิลปศรีวิชัย นอกจากเป็นศิลปกรรมที่งดงามยิ่งใหญ่กว่าศิลปใดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ยังเป็นศิลปกรรมของชาวทะเลใต้อีกด้วย แต่ไม่มีใครมีความรู้ในเรื่องนี้แม้แต่อาจารย์ที่เชิญมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งส่วนใหญ่มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับศิลปลวดลายไทย ผู้เขียนเพียงคนเดียวที่ศึกษาสนใจและมีตำราเกี่ยวกับศิลปอยู่มากมาย จึงมอบให้ผู้เขียนเป็นผู้ออกแบบทุกอย่าง ตั้งแต่เสาหลักเมือง ศาลหลักเมือง วัตถุมงคลหลักเมือง นอกจากนั้นผู้เขียนรู้ดีว่าท่านขุนมีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน พุทธศาสตร์ โดยเชื่อว่ารูปประติมากรรมในศาสนาพุทธเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เคยเห็นท่านประกอบพิธีกรรมปลุกเสก รูปพระพุทธสิหิงค์ รูปพระวัดท่าเรือ รูปพระวัดนางตรา วัดนาสน ส่วนใหญ่นิมนต์เกจิอาจารณ์มากมาย ไปร่วมนั่งปรกในมณฑลพิธีตามความเห็นของผู้เขียนเชื่อว่า รูปเคารพในศาสนาพุทธเป็นเพียงแต่ อุเทสิกะเจดีย์ คือสิ่งเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชน สำหรับกราบไหว้บูชาเพื่อระลึกถึงพระพุทธองค์เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสากล และมีข้อห้ามในพุทธบัญญัติในเรื่อง อวดอุตริมนุษย์ธรรม ความผิดที่มีโทษรุนแรงถึงขั้นปราชิก ผู้เขียนและ องค์จตุคามรามเทพ จึงไม่ให้พระสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้องในการสร้างวัตถุมงคลสร้างหลักเมือง คงทำพิธีทางศาสนาเฉพาะสวดชัยมงคลคาถาเมื่อทำบุญเลี้ยงพระ เพื่อความสวัสดิมงคลเท่านั้น จึงไม่ได้เชิญท่านขุนเข้าร่วมพิธีสร้างพระหลักเมือง ด้วยเกรงว่าจะขัดกับความเชื่อของท่าน นอกจากการทำพิธีพิเศษในบางครั้ง เช่น การทำพิธีในเรือกลางทะเล ก็เชิญให้ท่านไปทำพิธีเชิญเทวดาในเรือ จึงกล่าวได้เต็มปากว่าในการสร้างวัตถุมงคลของหลักเมือง ท่านขุนมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยที่สุด แต่เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว เช่นเมื่อ คุณศิริชัย มูลกุล สร้างเหรียญพระปิดตาพังพระกาฬ เนื้อโลหะทองคำ หรือรูปพระนาคปรก 5 เศียร เนื้อทองคำ พระนาคปรก 7 เศียร เนื้อทองคำ ก็มอบให้ผู้เขียนเก็บรักษาทั้งหมด จะนำไปแจกจ่ายให้ใครสุดแล้วแต่ผู้เขียนเห็นสมควร ดังนั้นพระหลักเมืองทองคำ ทุกแบบทุกรุ่น ผู้เขียนนำไปมอบให้แก่ท่านขุน รุ่นละ 1 องค์เสมอ แต่นายฉันท์ทิพย์ หรือนายเล็ก ได้ไปทำปลอมแปลงนำไปขายหลอกลวงแก่ผู้ที่อยากได้ว่า คุณศิริชัย มอบให้ท่านขุนหลายองค์ เพราะไม่รู้ว่าการทำพระหลักเมืองเขาทำกันอย่างไร เขาได้ต้นแบบกันมาจากไหน เนื่องจากตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากคอยไปส่งไปรับท่านขุนบางครั้งเท่านั้น
......ผู้เขียนมีโอกาสได้พบท่านขุนครั้งสุดท้ายในวันที่ สมเด็จพระบรมโอรสสาธิราช เสด็จไปทำพิธีเปิดศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช เห็นว่าร่างกายของท่านทรุดโทรมลงมาก จนผู้เขียนต้องประคองให้ยืนให้นั่ง ตั้งใจว่าจะนำพระหลักเมืองที่สร้างขึ้นรุ่นหลังไปมอบให้ท่านเหมือนอย่างที่เคยทำมา แต่ภายหลังทราบว่าท่านล้มป่วยจนต้องนอนให้อ๊อกซิเจนไม่รู้สึกตัว ในตอนนี้เองที่ นายฉันท์ทิพย์ หรือนายเล็ก กับนายณสรรค์ หรือนายหนุ่ย เห็นว่าพระหลักเมืองมีราคาสูงมากเกิดความโลภอยากได้ และเห็นว่าท่านขุนป่วยไม่รู้สึกตัวแล้วไม่มีใครห้ามปรามได้ จึงได้คบกับท่านเจ้าคุณวัดพระธาตุ แม้ว่าผู้เขียนได้ห้ามปรามบอกว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ไม่ฟัง ทำขึ้นเพื่อหาผลประโยชน์กันโดยอ้างว่าท่านขุนเป็นผู้ประกอบพิธี เพื่อให้คนหลงเชื่อ ผู้เขียนจึงแจ้งดำเนินคดีที่ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งนายฉันท์ทิพย์ หรือนายเล็ก และท่านเจ้าคุณ ตลอดจนผู้ร่วมกระทำผิดตกเป็นผู้ต้องหาทั้งสิ้น พระรุ่นเจดีย์รายจึงเป็นของปลอมโดยไม่มีใครทราบข้อเท็จจริง
......เมื่อสามารถตบตาหลอกลวง ผู้คนโดยอาศัยวัดมหาธาตุเป็นแหล่งสร้างความเชื่อถือศรัทธาได้เงินเข้ากระเป๋าก็ฮึกเหิม คิดสร้างสรรค์รุ่นต่างๆ ตามมาโดยอ้างว่านำเงินไปทำบุญสร้างกุศลอย่างนั้นอย่างนี้ ผู้เขียนได้มอบหมายให้ทนายความติดตามแจ้งความดำเนินคดีทุกรุ่นทุกแบบ เพราะเห็นว่าเป็นการคิดสร้างคิดทำขึ้นเองโดยเอาชื่อ จตุคามรามเทพ มาบังหน้า นิมนต์พระเกจิอาจารย์มีชื่อเสียงไปทำพิธีปลุกเสกอย่างใหญ่โตมโหฬาร ในระยะหลังได้มีพวกนายทุนพวกเซียนพระจากกรุงเทพไปร่วมขบวนการ จ้างผู้สื่อข่าวให้กระพือประโคมข่าว โดยอ้างว่าท่านขุนเป็นเจ้าพิธีทั้งๆที่ท่านนอนหายใจรวยรินไม่รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ที่บ้าน เมื่อได้เงินมากแบ่งกันไม่ลงตัวก็เกิดแตกคอทะเลาะวิวาทกันระหว่างพี่น้อง ผู้ร่วมทุน แตกกระจายกันไปทำมาหากินอย่างเอิกเกริก เพราะคนหลงเชื่อในชื่อเสียงบารมีของท่านขุนพันธ์ ที่ลูกชายของท่านเอาไปขายหลอกลวงผู้คนอย่างไม่ละอายแก่บาป ไม่คิดว่าชื่อเสียงเกียรติประวัติของพ่อจะเสียหาย
......นายณสรรค์ หรือหนุ่ย พันธรักษ์ราชเดช เมื่อเกิดทะเลาะแตกคอกับ นายฉันท์ทิพย์ หรือเล็ก ได้แยกวงไปทำมาหากินโดยไปอาศัย หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ซึ่งท่านขุนบอกว่าเป็นสำนักของอาจารย์ของท่าน สร้างพระเลียนแบบดัดแปลงวัตถุมงคลของหลักเมืองมากมายหลายรุ่น ผู้เขียนได้มอบหมายให้ทนายความไปแจ้งดำเนินคดีที่จังหวัดพัทลุง นายณสรรค์ และเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ ถูกจับกุมดำเนินคดีฐานละเมิดลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ ร้องห่มร้องไห้กลัวว่าจะถูกจับสึก ส่งคนไปอ้อนวอนผู้เขียนรับปากว่าจะให้การตามความจริงว่าถูก นายณสรรค์ พันธรักษ์ราชเดช หลอกลวงให้สร้างอ้างว่าจะนำเงินรายได้ไปช่วยบูรณะวัด แต่พอสร้างเสร็จขายเอาเงินกลับไป มอบแต่พระที่ยังขายไม่ได้ให้แก่วัดตีราคาเท่ากับที่จะบอกว่าทำบุญ เท่ากับเจ้าอาวาสเขาอ้อถูกหลอกและจะติดตะราง จึงพูดความจริง ในที่สุดอัยการประกันเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อไว้เป็นพยาน สั่งฟ้อง นายณสรรค์ ต่อศาลจังหวัดพัทลุง ขณะนี้กำลังรอนำสืบพยาน
|

