
|
พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล |









|
อาจารย์มีชัย เพชรอินทร์ ......ผู้เขียนกับ อาจารย์มีชัย เพชรอินทร์ ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาก่อน จนกระทั่ง เมื่อผู้เขียนจะต้องเริ่มต้นสร้าง หลักเมืองนครศรีธรรมราช ตามความประสงค์ของ องค์จตุคามรามเทพ สิ่งแรกก็คือ นอกจากผู้เขียนจะต้องไปเชิญ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ในฐานะเป็นคนเก่าแก่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่มีคนเคารพนับถือกันทั่วบ้านเมือง ให้มาเป็นเจ้าพิธีกรรมในการเชิญเทวดา และพิธีสงฆ์ทางศาสนาแล้ว จะต้องป่าวประกาศให้ประชาชนรู้ว่าถึงเวลาที่ชาวเมืองนครศรีธรรมราช จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันสร้างหลักเมืองขึ้นใหม่เพื่อเป็นหลักชัยของแผ่นดิน ตลอดจนติดต่อกับ นายเอนก สิทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช สมัยนั้น เพื่อชี้แจงต่อคณะกรรมการสร้างสิ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่ออธิบายให้เห็นถึงหลักการของเหตุผลและความจำเป็น ถ้าไม่มีงบประมาณแผ่นดินสนับสนุน ก็จะขอความร่วมมือจากประชาชนดำเนินการกันไปเอง ในที่สุดผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการสร้างสิ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์ยอมรับ มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช ยินดีที่จะร่วมสร้างหลักเมืองร่วมกับผู้เขียนและคณะชมรมศรีธรรมราช 28
.......สมัยนั้น นายสัมพันธ์ ทองสมัคร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พรรคประชาธิปัตย์ ในคณะรัฐบาลของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี พยายามช่วงชิง ความได้เปรียบทางการเมืองจากพรรคกิจสังคม ซึ่งกลุ่มตระกูลเกตุชาติสังกัดอยู่ ได้ไปพบผู้เขียน และรับอาสาจัดหาคณะช่างฝีมือดีจากกรมศิลปากร ให้ไปช่วยดำเนินการออกแบบและแกะสลักเสาหลักเมือง ตามที่ผู้เขียนต้องการ ต่อมามีคณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร 3 ท่าน ไปพบผู้เขียนและปรึกษาหารือกัน แต่เมื่อทราบว่าผู้เขียนมีความประสงค์ให้ใช้ศิลปะลวดลายแบบศรีวิชัย ประดับประดาตลอดทั้งเสาหลักเมือง ส่วนยอดแกะสลักเป็นรูปพรหม 8 หน้า แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ศรีวิชัยโบราณ คณะอาจารย์ยอมรับว่าจนปัญญา เพราะว่าทุกคนเล่าเรียนมาเฉพาะลวดลายไทยและสากล ไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องศิลปะศรีวิชัย และไม่มีความชำนาญในการแกะสลักไม้ แต่ยินดีช่วยเหลือในทุกเรื่องถ้าทำได้
.......ผู้เขียนจากเมืองนครศรีธรรมราชไปนานถึง 26 ปี นับตั้งแต่เรียนจบชั้นเตรียมอุดมศึกษาแล้วไปเรียนต่อที่กรุงเทพ หลังจากนั้นเที่ยวเร่ร่อนทำมาหากินไปตามภูมิภาคต่างๆ เกือบทั่วประเทศไทย จนกระทั่งเป็นใหญ่เป็นโตมีชื่อเสียงโด่งดัง จึงได้มีโอกาสกลับมารับใช้บ้านเมืองของตนเองในตำแหน่ง ผู้กำกับการ มีหน้าที่การงานใหญ่โตมีอำนาจวาสนาบารมีมาก เพื่อนฝูงที่เคยรู้จักคุ้นเคยสมัยยังเป็นเด็ก ส่วนใหญ่เป็นกรรมกรสามล้อบ้าง ช่างตัดผมบ้าง ทำงานบริษัทบ้าง เป็นพ่อค้าคหบดีบ้าง รับราชการบ้างแต่ส่วนมากเป็นระดับชั้นกลาง จึงเป็นช่องว่างห่างเหิน ไม่สนิทสนมคุ้นเคยเหมือนก่อน ผู้เขียนจึงคิดตั้งชมรมเพื่อนฝูงขึ้นใหม่มีชื่อว่า ชมรมศรีธรรมราช 28 ใช้ร้านกาแฟเก่าแก่ของเมืองนครศรีธรรมราชคือ ลิ่มฮ่องคุ่ยตั้งอยู่กลางตลาดท่าวังซึ่งมี นายโยธิน พฤกษ์สถานนท์ หรือโกเบ้ง และคุณเครือวัลย์ ภรรยา เพื่อนรัก อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับผู้เขียนเป็นเจ้าของสถานที่ เพื่อพบปะพูดคุยกินกาแฟกันในตอนหัวค่ำ สุดแล้วแต่ใครมีเวลาว่าง สมัยนั้นเมืองนครศรีธรรมราชเป็นอนาธิปไตยเหมือนเมืองโจรไม่มีขื่อไม่มีแป ไม่มีผู้หญิงคนใดกล้าใส่สร้อยทองคำ กำไลมือ หรือถือกระเป๋าถือเดินกลางตลาด เพราะเท่ากับไปท้าทายพวกโจร ไม่มีพ่อค้าคหบดีคนใดกล้าซื้อรถเก๋งรุ่นใหม่ หรือสร้างบ้านใหม่หรูหรา ไม่มีใครกล้าออกไปอยู่ห่างไกลตลาด เพราะกลัวโจรกันหัวหด พอผู้เขียนออกไปนั่งร้านกาแฟอยู่จนดึกดื่นผู้คนก็อุ่นใจ บ้านเมืองเริ่มคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้น อาจเป็นเพราะว่าชื่อเสียงในการปราบปรามแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน แลกกันด้วยเลือดและชีวิต ในตอนแรกจึงไม่กล้าแหย่เสือ ทำให้ผู้เขียนมีเวลาพบปะเพื่อนฝูงเก่าๆ รู้ข้อมูลในเชิงลึกของบ้านเมืองได้มาก แต่ปัญหาเรื่องหาช่างฝีมือมาช่วยสร้างหลักเมือง โดยไม่มีค่าจ้างแรงงาน ยังเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญที่ทุกคนต้องช่วยกันขบคิด
.......แต่ก่อนสิ้นปี พ.ศ. 2528 สมาชิกชมรมศรีธรรมราช 28 คนหนึ่ง ผู้เขียนจำไม่ได้ว่าเป็นใคร เสนอขึ้นว่ารู้จักกับอาจารย์วิทยาลัยศิลปหัตถกรรมนครศรีธรรมราชคนหนึ่งชื่อ อาจารย์มีชัย เป็นคนมีฝีมือดีน่าจะลองถามความสมัครใจดู ทุกคนเห็นชอบและขอให้ไปตามตัวมาพูดคุยกัน ขณะนั้นเป็นเวลาตอนหัวค่ำในราว 2 ทุ่มเศษ สมาชิกชมรมผู้นั้นก็ขับรถมอเตอร์ไซด์หายไปเกือบ 1 ชั่วโมง กลับมาบอกว่าไปเรียกหา อาจารย์มีชัยที่บ้าน ตอนไปเห็นแสงไฟฟ้าในบ้านเปิดอยู่ แต่พอเรียกชื่อ 2-3 ครั้ง ไฟในบ้านก็ปิด เรียกเท่าไรบอกว่าเป็นใครมาหาก็ไม่ยอมเปิด ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงต้องกลับมาไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร
.......ด้วยสัญชาตญาณตำรวจ ผู้เขียนคิดว่าอาจารย์คนนี้ ต้องมีเรื่องคอขาดบาดตายอะไรบ้างอย่างแน่จึงวิทยุเรียกตัว ร้อยตำรวจโท สมชาย อ่วมถนอม หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ให้จัดตำรวจแต่งเครื่องแบบพร้อมอาวุธ 1 หมู่ ไปพบผู้เขียนโดยด่วนที่สุด เมื่อได้รับคำสั่งแล้วให้ปฏิบัติในทันที เมื่อหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษไปพบ ผู้เขียนสั่งให้ไปเชิญตัว อาจารย์มีชัย ไปพบผู้เขียนให้ได้ไม่ว่าไม่ว่าโดยวิธีการใด ต่อมาอีกไม่นาน รถยนต์ตำรวจแล่นไปจอดหน้าร้านกาแฟ ลิ่มฮ่องคุ่ย ผู้คนเห็นตำรวจในเครื่องแบบถือปืนยาวครบมือลงจากรถพรึบพรับก็ตกใจคิดว่ามีเรื่องราวอะไร ต่างหันมาจ้องดูด้วยความสนใจ ผู้เขียนเห็นชายร่างเล็กคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาผู้เขียนตามที่ ร้อยตำรวจโทสมชาย ชี้มือบอก แล้วพูดว่า ผมชื่อ อาจารย์มีชัย ครับ ผู้กำกับให้ตำรวจไปจับผมเรื่องอะไร
.....ผู้เขียนตอบว่า สวัสดีครับอาจารย์ ไม่ได้จับเจิบอะไรหรอก เพียงแต่อยากเชิญอาจารย์มาถามดูว่ามีเรื่องอะไรร้อนอกร้อนใจจะให้ช่วยเหลืออะไรบ้าง และอยากขอความกรุณาอาจารย์ให้ช่วยสร้างเสาหลักเมือง อาจารย์มีชัยเล่าให้ฟังว่ามีเรื่องบาดหมางกับคนแถวนั้น ต่อมาถูกมือปืนไปแอบยิงที่หน้าบ้านตอนหัวค่ำ โชคดีไม่ถูก จึงต้องระมัดระวังตัวไม่ยอมรับใครในตอนกลางคืน ส่วนในเรื่องแกะสลักหลักเมืองนั้นถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ยินดีช่วยเหลือโดยไม่เอาค่าจ้าง คิดว่าเป็นการช่วยเหลือทางราชการ และจะไปบอกเพื่อนอาจารย์ ลูกศิษย์ที่มีฝีมือ ให้ไปช่วยกันอย่างเต็มที่ ขอเพียงมี กาแฟ ข้าวต้มกินกัน กลางดึกก็พอแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าน้ำใจไมตรีของอาจารย์มีชัยนั้นกว้างขวางล้ำลึกยิ่งกว่ามหาสมุทร ไม่เคยลืมเลือนแม้วันเวลาจะผ่านมานานแล้วก็ตาม
เรียบเรียงโดย พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล (อดีต)ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
|

